นวนิยาย โลกโคจรรอบตัววัว(ตอนที่๑๑)
ตอนที่ ๑๑ ขายงัว
เช้าวันใหม่ที่อากาศอึมครึมไปด้วยเมฆฝนที่กำลังตั้งเค้าลอยมาตามสายลมพัดมาหวิว
ๆ มันช่างเหมือนกับดวงใจของเด็กน้อยที่หม่นหมองกับเรื่องราวที่โหดร้ายและแสนเจ็บปวด
ทุกคนในบ้านต่างเงียบเหงาไม่ค่อยพาทีกันเหมือนแต่ก่อน
เสียงประกาศจากเครื่องกระจายเสียงเมื่อวันก่อนย้ำรู้ว่าทางกองทุนสหกรณ์การเกษตรนั้นบอกว่าถึงเวลาใช้เงินคืนแล้ว
ประจวบเข้ากับเหตุการณ์ที่ต้องหาเงินไปเสียค่าปรับไหม
ซึ่งบุญนั้นเป็นกังวลมากเพราะรู้ดีว่าหนทางออกของปัญหานี้มันคือสิ่งที่จะเพิ่มความเจ็บปวดให้กับตน
“ข่อยจำเป็นต้องขายงัว ข่อยเบิดทางแล้ว” พ่อพูดกับแม่
“เจ้าคิดดีแล้วติพ่อบักบุญ ลูกมันฮักของมันหลายเดะ” แม่ถามทวนถึงการตัดสินใจของพ่อ
“แล้วเจ้าสิให้ข่อยไปหาใสมาใช้เขา ธ.ก.ส. เขากะประกาศเก็บหนี้แล้วเงินสิลงนากะบ่มี เงินสิใช้สืบมื้อกะหายาก” พ่อบอกถึงความเดือดร้อนที่ครอบครัวกำลังประสบอยู่
แม่ปิดปากเงียบได้แต่ทำหน้าเศร้ายอมรับชะตาฟ้าลิขิตที่ต้องมาพบเจออะไรที่ต้องทำให้คิดหนักหน่วงใจ บุญเห็นดวงตาของแม่เริ่มแดงเรื่อคลายกับจะร้องไห้แต่ก็ทนฝืนกลืนมันลงไปในลำคอ
ในช่วงสายของวันขณะที่บุญกำลังจะไปปล่อยวัวออกเลี้ยงก็เห็นผู้ชายวัยกลางคนสองคนขับรถออกจากประตูทางนา ดูจากการแต่งกายแล้วเด็กน้อยพอเดาออกว่าคือนายฮ้อยหรือพ่อค้ามาหาซื้อวัวอย่างแน่นอนพอถึงเถียงนาตาเถิงก็เล่าให้บุญฟังว่าเป็นนายฮ้อยต่างอำเภอมาถามซื้อวัวแต่ตาเถิงบอกให้เข้าไปถามพ่อเพราะไม่อยากตัดสินใจเอง
หลังจากที่เจอนายฮ้อยเมื่อสองวันก่อน บุญก็รู้สึกกลัวว่าพ่อจะขายวัวไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่งในคอกเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้พร้อมกับค่าปรับไหมให้ตาเฒ่าคำ จนถึงวันที่เด็กน้อยต้องเจ็บปวดที่สุด ในขณะที่บุญเดินกลับจากโรงเรียนมีรถบรรทุกหกวัวขับผ่านไปหน้าไป บุญหยุดยืนมองขึ้นไปบนรถเห็นวัวถูกบรรทุกมาเต็มรถแน่นขนัดทุกตัวมีน้ำตาไหลอยู่ตลอดเวลาราวกับว่ามันรู้ชะตากรรมของตนเป็นอย่างดี แต่วัวตัวท้ายสุดบุญจำได้แม่นว่ามันคือวัวบักหมอกเจ้าวัวหนุ่มน้อยรูปงามของเขา และแล้วน้ำตาของเด็กน้อยก็ไหลอาบแก้มทั้งสอง ขณะที่ยืนมองวัวบนคันรถด้วยอาการตกใจก็กลับกลายเป็นความเศร้า เด็กชายบุญเดินร้องไห้ทั้งน้ำตากลับบ้านอย่างน่าสงสาร
“บุญมากินข้าว”ยายเรียกบุญให้ลงมาจากบ้านแต่ก็เงียบเสียงตอบรับแต่อย่างใด แม่จึงขึ้นไปหาบุญอยู่บนบ้านแต่ก็ไม่พบ
“พ่อมึงลูกเฮาบ่ได้อยู่เทิงเฮือน” แม่ร้องส่งเสียงลงมาด้วยอาการตกใจ เพราะแม่สังเกตเห็นบุญนั้นซึมเศร้ามาหลายวันแล้ว
พ่อรีบลุกจากวงกินข้าวรีบออกตามหาบุญเพราะรู้นิสัยของลูกชายดีว่ามีความรักและผูกพันกับสัตว์เลี้ยงทุกตัว
“พ่อใหญ่หนู เห็นลูกข่อยบ่” แม่รีบวิ่งมาตะโกนถามตาเฒ่าจารย์หนูที่กำลังก่อไฟให้วัวอยู่ในคอก
“กูเห็นมันไปทางทมพุ้นหละแต่ตอนเด็กน้อยเลิกเรียนพุ้น กูกำลังไล่งัวเข้าบ้านถามมันกะบ่ปาก” ตาเฒ่าบอกเหตุการณ์ให้แม่ฟัง
“ขอบคุณหลาย ๆ เด้อพ่อใหญ่”แม่พูดพลางเดินกึ่งวิ่งไปที่ทุ่งนาทมบักขามเฒ่าลานทุ่งที่เป็นลานเลี้ยงวัวที่บุญคุ้นเคยดี
แสงจันทร์ในคืนเพ็ญสาดส่องลงมายังร่างของเด็กน้อยผู้น่าสงสารท่ามกลางเสียงหรีดหริ่งเรไรชวนให้เศร้า เด็กน้อยผู้น่าสงสารได้แต่นั่งทบทวนภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดอยู่กลางทุ่งกว้าง มันคือแปลงนาตรงที่วัวอีแดงได้คลอดวัวบักหมอกเมื่อสองปีที่แล้ว เจ้าวัวตัวงามที่เลี้ยงมาตั้งแต่มันเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลก จนมันโตขึ้นเป็นหนุ่มน้อยซึ่งก็เปรียบเหมือนกับน้องชายคนหนึ่ง แล้วภาพเมื่อตอนค่ำมันคืออะไร วัวของตนยืนอยู่บนรถที่ขับผ่านไปต่อหน้าต่อตา แล้ววันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อในคอกไม่มีเจ้าหมอกยืนคอยให้ปล่อยออกจากคอกอย่างทุกวัน เด็กน้อยได้แต่คิดแล้วหลั่งน้ำตาไม่ขาดสาย
“เซาไห้ มาเมือเฮือนเฮา” เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยดังมาจากข้างหลังของเด็กน้อย
แม่เดินเข้าไปกอดลูกชายที่นั่งร้องไห้ด้วยความสงสารพร้อมหลั่งน้ำตาตาม ๆ กัน บุญสวมกอดแม่พร้อมกับหลั่งโฮน้ำตาออกมาระรอกใหญ่
“เป็นหยังอิพ่อลาวคือต้องขายงัว”บุญถามย้ำกับแม่
“มึงฟังแม่เว้าเด้อ แม่นบ่ขายมันมื้อนี้บ่มื้อใด๋มื้อหนึ่งมันกะต้องตายหนีจากเฮาคือเก่า บ่มีหยังอยู่ค้ำฟ้าได้ดอก” แม่ปลอบบุญให้คลายโศกเศร้า
“แต่ข้อยเฮ็ดใจบ่ทันได้ข่อยเลี้ยงมันมาแต่มื้อเกิด ข้อยกะฮักซำน้องข้อยผู้หนึ่งแล้วอีพ่อคือขายมัน” บุญยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดสายน้ำตาที่ไหลตั้งแต่ตอนหัวค่ำ
“คันเฮาบ่ขายเฮาสิเอาเงินใสไปใช้หนี้เพิ่น”แม่บอกกับบุญ
บุญผละออกจากการสวมกอดของแม่นั่งก้มหน้าฟังแม่พูดถึงสาเหตุที่ต้องขายเจ้าวัวสุดที่รักเพราะมันหมดหนทางแล้วสำหรับทางออกของปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในครอบครัว บุญลืมคิดไปว่าพ่อกับแม่จะยิ่งน่าสงสารหากว่าไม่ขายวัวแล้วไม่มีเงินไปใช้หนี้และค่าปรับไหม
“เฮาเลี้ยงมันมา มันกะเป็นบุญเป็นคุณกับมันหลายแล้ว ที่เฮาขายมันกะถือว่ามันได้ตอบบุญแทนคุณให้เฮา” แม่กล่าวเสริม
บุญปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างแล้วนิ่งเงียบ แม่จึงจูงแขนบุญเดินลัดทุ่งฝ่าแสงจันทร์เดือนหงายกลับบ้าน
“ข่อยจำเป็นต้องขายงัว ข่อยเบิดทางแล้ว” พ่อพูดกับแม่
“เจ้าคิดดีแล้วติพ่อบักบุญ ลูกมันฮักของมันหลายเดะ” แม่ถามทวนถึงการตัดสินใจของพ่อ
“แล้วเจ้าสิให้ข่อยไปหาใสมาใช้เขา ธ.ก.ส. เขากะประกาศเก็บหนี้แล้วเงินสิลงนากะบ่มี เงินสิใช้สืบมื้อกะหายาก” พ่อบอกถึงความเดือดร้อนที่ครอบครัวกำลังประสบอยู่
แม่ปิดปากเงียบได้แต่ทำหน้าเศร้ายอมรับชะตาฟ้าลิขิตที่ต้องมาพบเจออะไรที่ต้องทำให้คิดหนักหน่วงใจ บุญเห็นดวงตาของแม่เริ่มแดงเรื่อคลายกับจะร้องไห้แต่ก็ทนฝืนกลืนมันลงไปในลำคอ
ในช่วงสายของวันขณะที่บุญกำลังจะไปปล่อยวัวออกเลี้ยงก็เห็นผู้ชายวัยกลางคนสองคนขับรถออกจากประตูทางนา ดูจากการแต่งกายแล้วเด็กน้อยพอเดาออกว่าคือนายฮ้อยหรือพ่อค้ามาหาซื้อวัวอย่างแน่นอนพอถึงเถียงนาตาเถิงก็เล่าให้บุญฟังว่าเป็นนายฮ้อยต่างอำเภอมาถามซื้อวัวแต่ตาเถิงบอกให้เข้าไปถามพ่อเพราะไม่อยากตัดสินใจเอง
หลังจากที่เจอนายฮ้อยเมื่อสองวันก่อน บุญก็รู้สึกกลัวว่าพ่อจะขายวัวไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่งในคอกเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้พร้อมกับค่าปรับไหมให้ตาเฒ่าคำ จนถึงวันที่เด็กน้อยต้องเจ็บปวดที่สุด ในขณะที่บุญเดินกลับจากโรงเรียนมีรถบรรทุกหกวัวขับผ่านไปหน้าไป บุญหยุดยืนมองขึ้นไปบนรถเห็นวัวถูกบรรทุกมาเต็มรถแน่นขนัดทุกตัวมีน้ำตาไหลอยู่ตลอดเวลาราวกับว่ามันรู้ชะตากรรมของตนเป็นอย่างดี แต่วัวตัวท้ายสุดบุญจำได้แม่นว่ามันคือวัวบักหมอกเจ้าวัวหนุ่มน้อยรูปงามของเขา และแล้วน้ำตาของเด็กน้อยก็ไหลอาบแก้มทั้งสอง ขณะที่ยืนมองวัวบนคันรถด้วยอาการตกใจก็กลับกลายเป็นความเศร้า เด็กชายบุญเดินร้องไห้ทั้งน้ำตากลับบ้านอย่างน่าสงสาร
“บุญมากินข้าว”ยายเรียกบุญให้ลงมาจากบ้านแต่ก็เงียบเสียงตอบรับแต่อย่างใด แม่จึงขึ้นไปหาบุญอยู่บนบ้านแต่ก็ไม่พบ
“พ่อมึงลูกเฮาบ่ได้อยู่เทิงเฮือน” แม่ร้องส่งเสียงลงมาด้วยอาการตกใจ เพราะแม่สังเกตเห็นบุญนั้นซึมเศร้ามาหลายวันแล้ว
พ่อรีบลุกจากวงกินข้าวรีบออกตามหาบุญเพราะรู้นิสัยของลูกชายดีว่ามีความรักและผูกพันกับสัตว์เลี้ยงทุกตัว
“พ่อใหญ่หนู เห็นลูกข่อยบ่” แม่รีบวิ่งมาตะโกนถามตาเฒ่าจารย์หนูที่กำลังก่อไฟให้วัวอยู่ในคอก
“กูเห็นมันไปทางทมพุ้นหละแต่ตอนเด็กน้อยเลิกเรียนพุ้น กูกำลังไล่งัวเข้าบ้านถามมันกะบ่ปาก” ตาเฒ่าบอกเหตุการณ์ให้แม่ฟัง
“ขอบคุณหลาย ๆ เด้อพ่อใหญ่”แม่พูดพลางเดินกึ่งวิ่งไปที่ทุ่งนาทมบักขามเฒ่าลานทุ่งที่เป็นลานเลี้ยงวัวที่บุญคุ้นเคยดี
แสงจันทร์ในคืนเพ็ญสาดส่องลงมายังร่างของเด็กน้อยผู้น่าสงสารท่ามกลางเสียงหรีดหริ่งเรไรชวนให้เศร้า เด็กน้อยผู้น่าสงสารได้แต่นั่งทบทวนภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดอยู่กลางทุ่งกว้าง มันคือแปลงนาตรงที่วัวอีแดงได้คลอดวัวบักหมอกเมื่อสองปีที่แล้ว เจ้าวัวตัวงามที่เลี้ยงมาตั้งแต่มันเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลก จนมันโตขึ้นเป็นหนุ่มน้อยซึ่งก็เปรียบเหมือนกับน้องชายคนหนึ่ง แล้วภาพเมื่อตอนค่ำมันคืออะไร วัวของตนยืนอยู่บนรถที่ขับผ่านไปต่อหน้าต่อตา แล้ววันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อในคอกไม่มีเจ้าหมอกยืนคอยให้ปล่อยออกจากคอกอย่างทุกวัน เด็กน้อยได้แต่คิดแล้วหลั่งน้ำตาไม่ขาดสาย
“เซาไห้ มาเมือเฮือนเฮา” เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยดังมาจากข้างหลังของเด็กน้อย
แม่เดินเข้าไปกอดลูกชายที่นั่งร้องไห้ด้วยความสงสารพร้อมหลั่งน้ำตาตาม ๆ กัน บุญสวมกอดแม่พร้อมกับหลั่งโฮน้ำตาออกมาระรอกใหญ่
“เป็นหยังอิพ่อลาวคือต้องขายงัว”บุญถามย้ำกับแม่
“มึงฟังแม่เว้าเด้อ แม่นบ่ขายมันมื้อนี้บ่มื้อใด๋มื้อหนึ่งมันกะต้องตายหนีจากเฮาคือเก่า บ่มีหยังอยู่ค้ำฟ้าได้ดอก” แม่ปลอบบุญให้คลายโศกเศร้า
“แต่ข้อยเฮ็ดใจบ่ทันได้ข่อยเลี้ยงมันมาแต่มื้อเกิด ข้อยกะฮักซำน้องข้อยผู้หนึ่งแล้วอีพ่อคือขายมัน” บุญยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดสายน้ำตาที่ไหลตั้งแต่ตอนหัวค่ำ
“คันเฮาบ่ขายเฮาสิเอาเงินใสไปใช้หนี้เพิ่น”แม่บอกกับบุญ
บุญผละออกจากการสวมกอดของแม่นั่งก้มหน้าฟังแม่พูดถึงสาเหตุที่ต้องขายเจ้าวัวสุดที่รักเพราะมันหมดหนทางแล้วสำหรับทางออกของปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในครอบครัว บุญลืมคิดไปว่าพ่อกับแม่จะยิ่งน่าสงสารหากว่าไม่ขายวัวแล้วไม่มีเงินไปใช้หนี้และค่าปรับไหม
“เฮาเลี้ยงมันมา มันกะเป็นบุญเป็นคุณกับมันหลายแล้ว ที่เฮาขายมันกะถือว่ามันได้ตอบบุญแทนคุณให้เฮา” แม่กล่าวเสริม
บุญปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างแล้วนิ่งเงียบ แม่จึงจูงแขนบุญเดินลัดทุ่งฝ่าแสงจันทร์เดือนหงายกลับบ้าน
เซียง บุญ...
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น