นวนิยาย โลกโคจรรอบตัววัว(ตอนที่๔)




                                                ตอนที่ ๔ บักขิก





                 เช้าวันใหม่ที่สายหมอกปกคลุมทั่วท้องทุ่งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้างที่โปรยลงมาพร้อมกับอากาศที่หนาวเหน็บ ลูกไก่ที่ทิ้งแม่หดคอเดินเหมือนกับมีผ้าคลุมออกหากินข้าวเปลือกตามลาน แม่ไก่ที่มีลูกอ่อนวิ่งนำหน้าลูกเจี๊ยบตรงรี่เข้าไปในคอกวัวเพื่อที่จะไปหาเจ้าแมลงและตัวเห็บบนตัววัวที่ยังนอนขดคู้อยู่ วันนี้บุญสังเกตเห็นว่าตาเถิงนั่งเหลาไม้ไผ่ให้เป็นไม้แหลมเล็กเท่านิ้วมืออยู่ข้างกองไฟซึ่งมีบุญนั่งห่มผ้าเหมือนกับไก่น้อยหนาวน้ำหมอกคอยดูอยู่ แล้วตาเถิงก็ถักเชือกทำเป็นบ่วง บุญรู้ดีว่ามันคืออะไร
                “พ่อใหญ่สิสนเครางัวแม่นบ่”   บุญถามผู้เป็นตาด้วยความอยากรู้
                “แม่น” ตาเถิงพูดพลางถักเชือกต่อไป                                                                                                                                                                                                                                   
                “มื้อนี้วันพุธ โบฮานเพิ่นว่าวันพุธจับสัตว์ วันพฤหัสปลูกพืช” ตาเถิงบอกหลาน
                “แล้วเป็นหยังคือต้องเป็นวันพุธหละพ่อใหญ่ มื้อใหม่มันสนบ่ได้ติ” บุญถามต่อด้วยความสงสัย
                “มันจั่งบ่ดังแข็ง จูงไปใสมาใสกะจูงงง่าย คันสนวันอังคารงัวสิดังแข็ง ดึงยากจูงยากบ่ฟังความเจ้าของ”  ตาเถิงอธิบายให้หลานได้เข้าใจเกี่ยวกับวีถีของคนสมันก่อน
                บุญนั่งส่งสายตาจับจ้องไปที่เชือกในมือของตาเถิงด้วยความสนใจและอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการทำตะพายวัว แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากเพราะมันดูท่าจะยากมากสำหรับเด็กวัยเท่านี้
                พอตาเถิงทำเส้นตะพายวัวเสร็จก็ลุกเดินออกจากกองไฟตรงไปยังเถียงนา หยิบพร้าด้ามไม้พยุงที่ลับกับหินภูเขาจนเงาวับ แล้วก็กำลังหาอะไรสักอย่างที่ซุกเอาไว้ใต้ชั้นหลังคามุงแฝกแล้วเดินกับมาที่กองไฟ
                “พ่อใหญ่สิเฮ็ดอิหยัง” เสียงเด็กน้อยผู้ถามด้วยความอยากรู้ดังขึ้น
                “เฮ็ดขิกใส่คองัว” ตาเถิงให้คำตอบ
                หลังจากนั้นตาเถิงก็ใช้พพร้าเหลาไม้พยุงให้เป็นเหเหมือนตัวโน้ตดนตรีขนาดเท่ากันหนึ่งคู่แล้วหยิบไม้พยุงที่เป็นตัวขิกกับตอของต้นไผ่ที่เหลาให้เล็กพร้อมกับผ่าเป็นง่ามสำหรับห้อยลูกที่มีรูปร่างเหมือนตัวโน้ตที่พึ่งถูกเหล็กแหลมเผาไฟเจาะจนเป็นรูเล็ก ๆ แล้วถูกตรึงด้วยเส้นลวดให้ยึดติดกับคานตรรงง่ามไม้ไผ่แล้วห้อยเข้าเป็นพวงทำให้เกิดเสียงดัง ปิ๊ก ๆ
                “กูสิเอ้งัวบักแดงน้อยให้มันงาม จั่งสิเตะตานายฮ้อย” ตาเถิงพูดพลางยิ้มที่มุมปาก
บุญดีใจที่วัวของตนจะถูกประดับให้สวยงามแต่ไม่ชอบในคำพูดของตาเถิงที่ว่าให้เป็นที่สนใจของนายฮ้อยหรือพ่อค้าวัว นี่พ่อใหญ่จะขายวัวเหรอนี่ บุญได้แต่นึกในใจคนเดียว
                “คือสิม่วนเนาะ ดังแข่งกันกับขอหลอดงัวอีแดง ถืกใจข่อยหลาย” บุญบอกกับผู้เป็นตา
                “ดังดีจนโคกแตก” ตาเถิงเริ่มคุยอวด

                วันนี้พ่อใหญ่คล้องเชือกใส่คอวัวบักแดงน้อยที่กำลังเป็นหนุ่มวัยคะนอง แล้ววานพ่อใหญ่สถิต หรือ ถิตแถ่งเถ่ว ที่ชาวบ้านชอบเรียกเป็นฉายาเคยเป็นนายฮ้อยเก่าและเป็นน้องชายคนรองต่อจากตาเถิงมาช่วยสนตะพาย 
                “สนเคราไว้แต่ยามนี้ ตกยามฝนมามันจั่งสิเป็นเชือกเป็นปอ” ตาเถิงกล่าวให้รู้ว่าถึงหน้าฝนเวลาหน้านาชาวนาผู้มีวัวมีควายต้องผูกต้องล่าม และเป็นปัญหาคือเจ้าสัตว์สี่เท้ามักจะไม่คุ้นชินกับเชือก
                ไม่นานนักรถจักรยายคันหนึ่งก็ตรงลิ่ว ๆ มาหมาอีก่านวิ่งไปต้อนรับนายฮ้อยเก่าผู้คุ้นเคยเพราะเวลาขึ้นโคกล่าสัตว์อีก่านมักจะตามพ่อใหญ่สถิตไปด้วย และในตอนค่ำวันไหนที่มีการออกล่าก็จะมีเนื้อสัตว์ป่าส่งมายังบ้านของบุญด้วย บางครั้งก็จะเป็นแลน งูสิง นก อีเห็น หรือไม่ก็เป็นพังพอน ซึ่งมีหลายครั้งที่บุญให้ยายไปเลี้ยงวัวแทนแล้วก็ได้ติดตามพ่อกับพวกพ่อใหญ่สถิตและพรานคนอื่น ๆ ขึ้นโคกไปล่าสัตว์
                สองคนพี่น้องช่วยกันดึงลากวัวบักแดงน้อยมาผูกขันตรงต้นมะขามข้างคอก ทั้งสองกุมร้อยจมูกเจ้าวัวหนุ่มน้อย ไม่นานนักก็แล้วเสร็จ แต่เจ้าวัวที่ไม่คุ้นเคยกับเชือกที่จมูกก็ดิ้นหนีอย่างสุดชีวิต สะบัดหัวและพ่นลมหายใจแรง ๆ เหมือนกับว่าจะให้เชือกที่จมูกหลุดออก แต่เนื่องจากถูกต้นมะขามสองต้นขนาบคอไว้ จึงไม่สามารถทำอะไรได้ มันแกว่งหางไปมา พร้อมกับที่เยี่ยวไหล บุญได้แต่นั่งมิงอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ
                “บุญไปเอาบักขิกห้ออยอยู่ฝาเถียงกับห่อเกลือ มาแน” ตาเถิงสอกหลานทั้งที่ยังยืนจับเชือกมัดวัวอยู่
                เด็กชายรีบวิ่งลุกจากกองไฟตรงรี่ไปยังเถียงนา กลับมาพร้อมกับในมือถือห่อเกลือและขิกวัวรีบวิ่ง ทำให้ขิกในมือกระทบกันดัง ปิ๊ก ๆ ตาเถิงรับเอาของในมือบุญจัดการแขวนขิกไม้พยุงพร้อมกับโรยเกลือส่เข้าไปในจมูกที่มีเลือดไหลอาบจากแผลที่พึ่งถูกแทงไปเมื่อครู่
                “พ่อใหญ่เอาเกลือใส่มันเฮ็ดหยัง มันบ่แม่นปลาแดกเดะ” บุญถามออกไปด้วยความด้อยเดียงสา
                “ใส่ให้มันเลีย มันจั่งเซาไว แมงวันกะบ่มาขี้ใส่” พ่อใหญ่สถิตให้คำตอบ
                จนกระทั่งสาย บุญกินข้าวเสร็จและแม่ได้จัดเตรียมของใส่ย่ามอย่างเคยเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยบุญก็ไปปล่อยเอาวัวลงทุ่งอย่างทุกวัน แต่วันนี้บักแดงน้อยวัวตัวโปรดของบุญดูผิดแปลกไปจากที่ผ่านมา มันดูสง่าและมีราศีของการเป็นวัวหนุ่มเข้าแทนที่การเป็นลูกวัว บุญมองวัวของตนด้วยความพอใจที่มีวัวงาม 






                                                                                                                                  เซียง บุญ...

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นวนิยาย โลกโคจรรอบตัววัว(ตอนที่๒)

นวนิยาย โลกโคจรรอบตัววัว(ตอนที่๙)