นวนิยาย โลกโคจรรอบตัววัว(ตอนที่๗)
ตอนที่ ๗ คาถาปลาค่อ
จวนจะสิ้นเดือนหกแต่ยังไร้วี่แววของเงาฝน ท้องฟ้ายังโปร่งใสไม่มีแม้แต่เมฆที่จะมาเกิดฝน มีเพียงแลงแดดที่แผดร้อนลงมาท่ามกลางท้องทุ่งอันเปลี่ยวร้าง ในบางครั้งก็มีลมหมุนพัดหอบเอาฝุ่นใบไม้ม้วนขึ้นบนอากาศ อยู่กลางท้องทุ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าจะแล้งไปอีกนาน
“เดือนหกจนสิเดือนเจ็ดแล้วยังบ่ได้กล้าจักตา” เสียงพูดของชายชราที่ชื่อว่าจารย์หนูพูดอย่างหมดความหวัง พร้อมกับยืนแหงนมองดูฟ้าอยู่กลางท้องทุ่ง
“ฟ้าแจ้งจ่างป่างลมพัดวอย ๆ มีแต่มันสิแล้งจนฮอดเดือนเก้าพุ้นหละ” แม่ใหญ่ทองคำพูดสวนขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังอู้อี้เพราะอมหมาก
“บั้งไฟกะจูดแล้ว นางแมวกะแห่แล้ว กะเบิดปัญญาคือกัน” พ่อใหญ่จารย์หนูว่า
สองผู้เฒ่าคุยกันขณะที่กำลังเดินตามหลังกันไปยังเถียงนากลางทุ่ง ฝ่าเปลวแดดที่แผดร้อน เพื่อหาหนทางในการเรียกเอาฝนกลับมามอบชีวิตให้กับผืนดินอีกครั้ง ทันใดนั้นยายจ่อยก็พูดขึ้นเหมือนกับพึ่งนึกได้
“เฮาคือบ่เฮ็ดคือสมัยแต่หกสิบปีก่อนเบิ่งหละ” ยายจ่อยลองเสนอแนวคิด
“เอ่อ กูกะลืมคึดพ้อ” ตาเฒ่าหนูพูด
“สวดคาถาปล่าค่อนั้นติ” ยายบัวสายถามขึ้นทำให้เด็กน้อยบุญเริ่มสงสัยว่ามันคืออะไร เพราะเคยเห็นแต่บุญบั้งไฟกับแห่นางแมว
“แม่น” ยายทองคำตอบยายบัวสาย
บุญ เด็กน้อยที่ได้แต่สงสัยกับเรื่องที่ผู้เฒ่าทั้งสี่คุยกันว่าอะไรคือคาถาปลาค่อมันเหมือนต้มปลาที่แม่เคยทำให้กินเมื่อตอนหน้าฝน ที่จับได้ไอ้ช่อนตัวเขื่องได้ที่แปลงนาหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการขอฝนเด็กน้อยได้แต่สงสัย
“มื่ออื่นเช้ากูสิเข้าไปหาหลวงพ่อเบิ่งก่อน กูฝากงัวมาแนเด้อ สวยตะเว็นเพลกูจั่งสินำออกมา” พ่อใหญ่จารย์เฒ่าสั่งความไว้กับทุกคน บอกว่าพรุ่งนี้มีเรื่องที่จะไปหารือเกี่ยวกับการจัดงานพิธีอะไรสักอย่าง มันยิ่งทำให้บุญนั้นทวีความอยากรู้มากยิ่งขึ้น
แสงแดดในเที่ยงวันเหมือนกับเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้กองฟางเมื่อครั้งกลางเดือนห้าที่ผ่านมาฝูงวัวเริ่มกินน้ำบ่อยขึ้นแต่หนองน้ำตามหนองตามสระกับแห้งขอดกลายเป็นโคลนเหนียวจนบางวันชาวเลี้ยงวัวแห่งทุ่งนาทมบักขามเฒ่าก็ได้มื้อเที่ยงจากปลาที่ขอดอยู่ที่ก้นสระ แต่บางหนองบางสระก็เป็นที่แช่อาบของควายส่งกลิ่นสาบลอยฟุ้งมาตามสายลมแห่งความแห้งแล้งทำให้แหล่งน้ำเริ่มหายากขึ้นทุกวัน จนในบางครั้งก็เกิดมีปากเสียงกันระหว่างชาววัวกับชาวควายในความขัดแย้งเรื่อแหล่งน้ำ เหลือเพียงน้ำบ่อข้างต้นกะบกนาพ่อใหญ่หำเท่านั้นที่ยังพอยื้อชีวิตของชาวเลี้ยงวัว แต่นับวันนานเข้าน้ำก็เริ่มจะซึมไม่ทันจากที่เคยท่วมถึงปากบ่ก็ไม่ถึงค่อนครึ่งจึงทำให้ต้องรอน้ำเป็นเวลานานกว่าจะได้น้ำเต็มถัง
สามวันต่อมาหลังจากที่พ่อใหญ่จารย์หนูได้ไปปรึกษากับหลวงตาที่วัดเกี่ยวกับการจัดพิธีขอฝนชาวบ้านวังทามต่างพากันจัดงานขึ้นที่ลานวัดหน้าศาลา ซึ่งทางโรงเรียนได้พานักเรียนมาช่วยซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีบุญด้วย เด็กน้อยที่หลังจากโรงเรียนเปิดแล้วก็ได้ไปเลี้ยงวัวเฉพาะวันหยุดเท่านั้น และหน้าที่ในวันปกติก็จะเป็นงานของยายก้อม
“แสดงว่าไทบ้านวังทามเฮายังอยู่ในศีลกินในธรรมอยู่”บุญพูดพร่ำคนเดียว
“คาถาปลาค่อศักดิ์สิทธิ์อีหลี” เด็กน้อยแหงนมองฟ้าพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้กลางอากาศ
เซียง บุญ....
จวนจะสิ้นเดือนหกแต่ยังไร้วี่แววของเงาฝน ท้องฟ้ายังโปร่งใสไม่มีแม้แต่เมฆที่จะมาเกิดฝน มีเพียงแลงแดดที่แผดร้อนลงมาท่ามกลางท้องทุ่งอันเปลี่ยวร้าง ในบางครั้งก็มีลมหมุนพัดหอบเอาฝุ่นใบไม้ม้วนขึ้นบนอากาศ อยู่กลางท้องทุ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าจะแล้งไปอีกนาน
“เดือนหกจนสิเดือนเจ็ดแล้วยังบ่ได้กล้าจักตา” เสียงพูดของชายชราที่ชื่อว่าจารย์หนูพูดอย่างหมดความหวัง พร้อมกับยืนแหงนมองดูฟ้าอยู่กลางท้องทุ่ง
“ฟ้าแจ้งจ่างป่างลมพัดวอย ๆ มีแต่มันสิแล้งจนฮอดเดือนเก้าพุ้นหละ” แม่ใหญ่ทองคำพูดสวนขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังอู้อี้เพราะอมหมาก
“บั้งไฟกะจูดแล้ว นางแมวกะแห่แล้ว กะเบิดปัญญาคือกัน” พ่อใหญ่จารย์หนูว่า
สองผู้เฒ่าคุยกันขณะที่กำลังเดินตามหลังกันไปยังเถียงนากลางทุ่ง ฝ่าเปลวแดดที่แผดร้อน เพื่อหาหนทางในการเรียกเอาฝนกลับมามอบชีวิตให้กับผืนดินอีกครั้ง ทันใดนั้นยายจ่อยก็พูดขึ้นเหมือนกับพึ่งนึกได้
“เฮาคือบ่เฮ็ดคือสมัยแต่หกสิบปีก่อนเบิ่งหละ” ยายจ่อยลองเสนอแนวคิด
“เอ่อ กูกะลืมคึดพ้อ” ตาเฒ่าหนูพูด
“สวดคาถาปล่าค่อนั้นติ” ยายบัวสายถามขึ้นทำให้เด็กน้อยบุญเริ่มสงสัยว่ามันคืออะไร เพราะเคยเห็นแต่บุญบั้งไฟกับแห่นางแมว
“แม่น” ยายทองคำตอบยายบัวสาย
บุญ เด็กน้อยที่ได้แต่สงสัยกับเรื่องที่ผู้เฒ่าทั้งสี่คุยกันว่าอะไรคือคาถาปลาค่อมันเหมือนต้มปลาที่แม่เคยทำให้กินเมื่อตอนหน้าฝน ที่จับได้ไอ้ช่อนตัวเขื่องได้ที่แปลงนาหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการขอฝนเด็กน้อยได้แต่สงสัย
“มื่ออื่นเช้ากูสิเข้าไปหาหลวงพ่อเบิ่งก่อน กูฝากงัวมาแนเด้อ สวยตะเว็นเพลกูจั่งสินำออกมา” พ่อใหญ่จารย์เฒ่าสั่งความไว้กับทุกคน บอกว่าพรุ่งนี้มีเรื่องที่จะไปหารือเกี่ยวกับการจัดงานพิธีอะไรสักอย่าง มันยิ่งทำให้บุญนั้นทวีความอยากรู้มากยิ่งขึ้น
แสงแดดในเที่ยงวันเหมือนกับเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้กองฟางเมื่อครั้งกลางเดือนห้าที่ผ่านมาฝูงวัวเริ่มกินน้ำบ่อยขึ้นแต่หนองน้ำตามหนองตามสระกับแห้งขอดกลายเป็นโคลนเหนียวจนบางวันชาวเลี้ยงวัวแห่งทุ่งนาทมบักขามเฒ่าก็ได้มื้อเที่ยงจากปลาที่ขอดอยู่ที่ก้นสระ แต่บางหนองบางสระก็เป็นที่แช่อาบของควายส่งกลิ่นสาบลอยฟุ้งมาตามสายลมแห่งความแห้งแล้งทำให้แหล่งน้ำเริ่มหายากขึ้นทุกวัน จนในบางครั้งก็เกิดมีปากเสียงกันระหว่างชาววัวกับชาวควายในความขัดแย้งเรื่อแหล่งน้ำ เหลือเพียงน้ำบ่อข้างต้นกะบกนาพ่อใหญ่หำเท่านั้นที่ยังพอยื้อชีวิตของชาวเลี้ยงวัว แต่นับวันนานเข้าน้ำก็เริ่มจะซึมไม่ทันจากที่เคยท่วมถึงปากบ่ก็ไม่ถึงค่อนครึ่งจึงทำให้ต้องรอน้ำเป็นเวลานานกว่าจะได้น้ำเต็มถัง
สามวันต่อมาหลังจากที่พ่อใหญ่จารย์หนูได้ไปปรึกษากับหลวงตาที่วัดเกี่ยวกับการจัดพิธีขอฝนชาวบ้านวังทามต่างพากันจัดงานขึ้นที่ลานวัดหน้าศาลา ซึ่งทางโรงเรียนได้พานักเรียนมาช่วยซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีบุญด้วย เด็กน้อยที่หลังจากโรงเรียนเปิดแล้วก็ได้ไปเลี้ยงวัวเฉพาะวันหยุดเท่านั้น และหน้าที่ในวันปกติก็จะเป็นงานของยายก้อม
“ได้มาครบหละเบาะ” พ่อใหญ่จารย์หนูที่ไม่ไปเลี้ยงวัวมาสองวันแล้วเพราะต้องเตรียมพิธีสำคัญถามขึ้นพลางตรวจสอบดูในไหสี่ใบตั้งไว้ตรงสี่มุมตรงลานพิธี
“มันมีอิหยังแนพ่อใหญ่” บุญถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปดูบ้าง
สิ่งที่เห็นในไหนั้นมันคือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำหลายชนิด อาทิ เต่า กบ ปลิง หอย และสุดท้ายคือปลาช่อน ในไหทั้งสี่ใบจะมีสัตว์เหล่านี้ถูกขังไว้ จนสิ้นพิธีครบเจ็ดวัน
เริ่มพิธีในวันแรกเวลาในช่วงพลบค่ำหลังจากที่ชาวบ้านกลับจากท้องทุ่ง เอาวัวควายเข้าคอกเสร็จเรียบร้อย ก็พากันอาบน้ำแต่งชุดสีขาวเดินตามกันไปที่วัด
พอได้เวลาฤกษ์แล้วหลวงตาเจ้าอาวาสนำสวดทำวัตรเย็นตามด้วยคาถา ปลาค่อ ที่ถือว่าเป็นคาถาเรียกฝนว่า
‘มหาการุณิโก นาโถ อัตถายะ สัพพะปานีนัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิ มุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ ธัมมะโต
มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปานีนัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิ มุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ กาละโต
มหาการุณิโก นาโถ สุขายะ สัพพะปานีนัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิ มุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ ถานะโส
สุพูโต จะมหาเถโร มหากาโยมะโหตะโร
นีละวันโน มหาเตโช ปวัสสันตุวะลาหะกา’
อะพิตถะนะยัง ปะชุนนะ นิทิง กากัสสะ นาสะยะ
กากัง โสกายะ รันเทหิ มัจเสโสกา ปะโมจะยะ
“มันมีอิหยังแนพ่อใหญ่” บุญถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปดูบ้าง
สิ่งที่เห็นในไหนั้นมันคือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำหลายชนิด อาทิ เต่า กบ ปลิง หอย และสุดท้ายคือปลาช่อน ในไหทั้งสี่ใบจะมีสัตว์เหล่านี้ถูกขังไว้ จนสิ้นพิธีครบเจ็ดวัน
เริ่มพิธีในวันแรกเวลาในช่วงพลบค่ำหลังจากที่ชาวบ้านกลับจากท้องทุ่ง เอาวัวควายเข้าคอกเสร็จเรียบร้อย ก็พากันอาบน้ำแต่งชุดสีขาวเดินตามกันไปที่วัด
พอได้เวลาฤกษ์แล้วหลวงตาเจ้าอาวาสนำสวดทำวัตรเย็นตามด้วยคาถา ปลาค่อ ที่ถือว่าเป็นคาถาเรียกฝนว่า
‘มหาการุณิโก นาโถ อัตถายะ สัพพะปานีนัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิ มุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ ธัมมะโต
มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปานีนัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิ มุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ กาละโต
มหาการุณิโก นาโถ สุขายะ สัพพะปานีนัง
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิ มุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ ถานะโส
สุพูโต จะมหาเถโร มหากาโยมะโหตะโร
นีละวันโน มหาเตโช ปวัสสันตุวะลาหะกา’
อะพิตถะนะยัง ปะชุนนะ นิทิง กากัสสะ นาสะยะ
กากัง โสกายะ รันเทหิ มัจเสโสกา ปะโมจะยะ
พอถึงวันที่เจ็ดของการสวดคาถา ทุกคนกลับถึงบ้านอย่างมีความหวังถึงฝนที่ห่างหายกันไปนาน บุญขึ้นรถจักรยานตามหลังแม่ใหญ่กลับบ้านจึงได้ถามว่าทำไมถึงเรียกว่าคาถาปลาค่อ
“แม่ใหญ่ เป็นหยังคือเอิ้นว่าคาถาปลาค่อ มันเกี่ยวหยังกับปลา” บุญถามให้หายสงสัย
“ตั้งแต่กี้พระพุทธเจ้าโคดมเพิ่นไปเกิดเป็นพญาปลาค่อ ถือศีลอยู่ในวังน้ำ บ่กินปลาน้อยกินแต่ขี้ไคลน้ำ” แม่ใหญ่เล่าให้หลานฟังเกี่ยวกับความเป็นมา
“บาดหนิกะเลยเกิดแห้งเกิดแล้งฝนฟ้าบ่ตกต่อกันเจ็ดปีเจ็ดเดือนปลายไปอีกเจ็ดมื้อพุ้นเดะ” ยายก้อมผู้เป็นยายกล่าว
“แล้วเพิ่นเฮ็ดแนวใด๋ต่อทีหนิ” บุญถามต่อตามประสาความอยากรู้ของเด็ก
“พญาปลาค่อกะเลยวอนเว่าต่อพญาฟ้าพญาฝนว่า ผู้ข้าเป็นปลาถือศีลภาวนาขอผลาผลบุญจงนำพาให้ฝูงข้าแนวหน่อน้ำปลาใหญ่น้อยจงผ่านพ้นภัยนี้ไปด้วยเถิด” ยายก้อมเล่าต่อ
“ตั้งแต่กี้พระพุทธเจ้าโคดมเพิ่นไปเกิดเป็นพญาปลาค่อ ถือศีลอยู่ในวังน้ำ บ่กินปลาน้อยกินแต่ขี้ไคลน้ำ” แม่ใหญ่เล่าให้หลานฟังเกี่ยวกับความเป็นมา
“บาดหนิกะเลยเกิดแห้งเกิดแล้งฝนฟ้าบ่ตกต่อกันเจ็ดปีเจ็ดเดือนปลายไปอีกเจ็ดมื้อพุ้นเดะ” ยายก้อมผู้เป็นยายกล่าว
“แล้วเพิ่นเฮ็ดแนวใด๋ต่อทีหนิ” บุญถามต่อตามประสาความอยากรู้ของเด็ก
“พญาปลาค่อกะเลยวอนเว่าต่อพญาฟ้าพญาฝนว่า ผู้ข้าเป็นปลาถือศีลภาวนาขอผลาผลบุญจงนำพาให้ฝูงข้าแนวหน่อน้ำปลาใหญ่น้อยจงผ่านพ้นภัยนี้ไปด้วยเถิด” ยายก้อมเล่าต่อ
“ฝนตกบ่บาดหนิแม่ใหญ่” บุญถามด้วยความอยากรู้
“ฟ้าฝนกะตกลงมาปานฟ้าขาดพุ้นแหล่ว” ยายก้อมเฉลยคำตอบให้บุญฟัง
ถึงบ้านบุญกินข้าวเสร็จก็ขี่จักรยานไปนอนนาเฝ้าวัวกับตาเถิงอย่างเคย บุญแหงนมองฟ้าด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงไม่ปล่อยฝนลงมาหรือว่ามนุษย์โลกในทุกวันนี้ไม่มีศีลธรรมทำให้พญาฟ้าพญาฝนหนีไปเพื่อลงโทษชาวมนุษย์
รุ่งชาวบุญได้ยินเสียงกบเขียดร้องระงมกล่อมทุ่งจึงรีบผละตัวลุกออกมาจากที่นอนมองลงไปที่แปลงนาทองเห็นแม่เป็ดกับลูกเล่นน้ำด้วยความดีใจอย่างกับไม่เคยเจอน้ำมาทั้งชีวิต น้ำฝนที่ตกลงมาตั้งแต่ตอนกลางดึกทำให้แผ่นดินที่แห้งผงอิ่มชุ่มไปด้วยน้ำจากฟ้า บุญดีใจยิ้มกว้างหายใจสูดเอากลิ่นอายฝนที่เคล้ากับอายดินที่หอมกลุ่นเอาเต็มปอด“ฟ้าฝนกะตกลงมาปานฟ้าขาดพุ้นแหล่ว” ยายก้อมเฉลยคำตอบให้บุญฟัง
ถึงบ้านบุญกินข้าวเสร็จก็ขี่จักรยานไปนอนนาเฝ้าวัวกับตาเถิงอย่างเคย บุญแหงนมองฟ้าด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงไม่ปล่อยฝนลงมาหรือว่ามนุษย์โลกในทุกวันนี้ไม่มีศีลธรรมทำให้พญาฟ้าพญาฝนหนีไปเพื่อลงโทษชาวมนุษย์
“แสดงว่าไทบ้านวังทามเฮายังอยู่ในศีลกินในธรรมอยู่”บุญพูดพร่ำคนเดียว
“คาถาปลาค่อศักดิ์สิทธิ์อีหลี” เด็กน้อยแหงนมองฟ้าพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้กลางอากาศ
เซียง บุญ....

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น