นวนิยาย โลกโคจรรอบตัววัว(ตอนที่๓)








                                                              ตอนที่ ๓ ทมขามเฒ่า





ลมฤดูหนาวพัดผ่าน น่านฟ้าโล่งลิ่ว ไร้รอยฝน ท้องทุ่งนาเริ่มแห้งรัดหญ้าสดตามคันนาลูกข้าวหรือหน่อข้าวตามตอซังข้าวก็เริ่มร่อยหรอชาวบ้านเริ่มจับกลุ่มเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย วันนี้เป็นวันแรกของการที่นำวัวไปเลี้ยงรวมกันที่นาทมบักขามเฒ่า แม่ได้ตำแจ่วปลาแดกใส่กระปุกเล็ก ๆ ใส่ลงไปในย่ามที่มีขวดน้ำหนึ่งขวดปั้นขาวเหนียวและปิ้งปลาแห้งทีตากแดดเอาไว้เมื่อตอนปลาลงหลี่ที่พ่อกับพ่อใหญ่ของบุญทำไว้ที่นาทาม บุญจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะได้นำไปใช้ คือหนังสติ๊ก บุญได้เปลี่ยนเส้นยางใหม่แทนเส้นเก่าที่เป็นฟันตั๊กแตนเพราะใช้มาตั้งแต่หน้าแล้งของปีที่แล้ว
                “สวยแล้วยามใด๋งัวสิได้ออกคอก” แม่พูดเร่งบุญ ให้รีบจัดการตัวเองให้เสร็จ
                “ข่อยสิไปเดี๋ยวนี้หละ” บุญตอบแม่ขณะที่รัดหนังยางเสร็จพรางหยิบพร้าใส่ฝักแล้วสะพายแบบเฉียงบ่า
                “ห่อข้าวอยู่ในถุงพายเด้อ อย่าลืมเกียหมานำ” แม่พูดกับบุญ พร้อมทั้งส่งย่ามและถุงใส่ข้าวกับก้างปลาที่เหลือจากการทำป่นเมื่อตอนเช้าเพื่อนำไปให้หมาอีก่านที่เฝ้าวัวอยู่ที่นาตีนบ้าน
 พอเสร็จสรรพแล้วบุญก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าสู่นาตีนบ้านเพื่อไปเอาวัว วันนี้บุญไม่ได้เอาเชือกกับหลักแหลมยัดลงใส่ย่ามเหมือนเคย วัวทุกตัวก็ไม่ได้ร้อยเชือกพะลุงพลัง เพราะนี่คือหน้าแล้ง ไม่ต้องระวังทุ่งนาป่าข้าวของใคร วัวควายจึงเป็นอิสระแต่เจ้าของก็ต้องตามเลี้ยง เพราะการมีอิสระมากเกินไปทำให้วัวควายออกหากินไปไกล บางครั้งไปไกลจนถึงขั้นว่ากลับมาไม่ได้ และเป็นปัญหาตามมาคือถูกโจรขโมยซึ่งหมู่บ้านรอบข้างของบ้านวังทามมักจะมีขาวว่าถูกโจรลักเอาวัวชาวบ้านอยู่บ่อย ๆ ทำให้คนที่เลี้ยงวัวในบ้านวังทามนั้นต่างพากันตามเลี้ยงวัวของตนไม่ให้ห่างสายตา แต่จะไม่ค่อยมีหญ้าสดเหมือนหน้าฝน
                บุญไล่วัวเข้าไปในหมู่บ้านอีกครั้งเพราะคอกวัวของบุญอยู่นา แต่นาทมบักขามเฒ่าอยู่อีกฝั่งหนึ่งของหมู่บ้าน  มื้อบุญไล่วัวไปถึงทุ่งนาตีนบ้านก็ได้หยุดวัวอีแดงให้เล็มหญ้าคอย วัวจากคอกอื่น ๆ ทันใดนั้นเสียงกระดึงเริ่มดังมาแซว  ๆ ฝูงวัวร้องทักทายกันเสียงดังอึงคะนึง  มันคือวัวของยายจ่อยกับยายบัวสายไทนาโคกหนองไฮเหมือนกัน จึงทำให้ฝูงวัวของสองคนเป็นเหมือนวัวคอกเดียวกัน ทันทีที่วัวอีแดงเห็นวัวฝูงนี้เดินหน้ามุ่งมาทางตนก็วิ่งเข้าไปหาวัวอีสีนวลวัวแม่คอกของยายบัวสาย เหมือนจะเข้าไปทักทายแต่หากเป็นการพุ่งเข้าไปชนกันเสียงดัง กึก ราวกับเสียงฟ้าผ่าด้วยความชนกันแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนกับโกรธแค้นกันมานาน  ฝูงวัวต่างวุ่นวายอลหม่าน วัวทุกตัวฮ้อมล้อมเหมือนอยากมีส่วนร่วมแต่ก็ไม่กล้าจึงได้แต่ยืนดู
                 “แม่นสูเคียดให้กันมาแต่ยามใด๋สูคือฆ่าคือแกงกันคักแท้” ยายจ่อยร้องออกไปถามวัวที่กำลังชนกันอย่างอุตลุด และวัวอีแดงก็เป็นฝ่ายชนะวิ่งไล่ขวิดวัวอีสีนวล
                “สูแล่นไล่ชนกันปานว่าท้องสูเป่าสูแปนเนาะ มีแต่โตท้องท่อบุงพุงท่อต่าหนิ” ยายบัวสายพูดด้วยความถดถอยที่เห็นวัวแม่มารท้องแก่ชนกัน
                หลังจากที่เหตุการณ์สงบลงแล้ว เจ้าของวัวทั้งสามคนก็ไปนั่งรอเจ้าของวัวคนอื่น ๆ ไล่วัวลงมาสมทบที่ร่มพุทราที่มีผลสุกกองเต็มผืนดิน

                “พ่อใหญ่จารย์หนูกับแม่ตู้ใหญ่ทองคำคือนานซอดแถะมันคือสวยแล้ว” ยายจ่อยบ่นพลางเหลียวมองทางผู้เฒ่าทั้งสอง
                “นั่นเดะมาแล้ว”เสียงของเด็กชายดังสวนขึ้นพร้อมทั้งชี้มือไปทางตีนบ้าน ขณะที่ยายจ่อยยังพูดไม่ทันที่จะสิ้นคำ ฝูงวัวของพ่อใหญ่จารย์หนูกับแม่ใหญ่ทองคำนั่นเอง แต่ถัดหลังจากฝูงวัวของคนแก่ทั้งสองมีฝูงวัวอีกฝูงหนึ่งตามมาติด ๆ มันคือวัวของพ่อใหญ่คำ เมื่อฝูงวัวมารวมกันครบแล้วก็เป็นเวลาสายโด่งแล้ว วัวทุกตัวต่างสูดดมกลิ่นซึ่งกันเหมือนกับว่าเป็นการถามข่าวคราวกันและกันและมีการปะลองกำลังกันระหว่างวัวแม่คอกของแต่ละคอก แต่ทุกคอกต่างต้องพ่ายแพ้ให้กับวัวอีแดงของบุญ
                “ปีนี้งัวมึงกะยังซนเก่งคือเก่าเนาะบักบุญ” พ่อใหญ่จารย์หนูกล่าวชมในความเป็นสุดยอดนักสู้ของวัวอีแดงที่ดำรงตำแหน่งจ่าฝูง ของฝูงวัวในท้องทุ่งนาทมบักขามเฒ่า ซึ่งยังไม่มีวัวตัวใดสามารถมาชิงตำแหน่งนี้ไปได้
                จากฝูงวัวสี่ห้าตัวก็กลายเป็นครึ่งร้อย วัวทั้งหมดถูกเลี้ยงเหมืออย่างกับเป็นคอกเดียวกัน ทุกคนที่ไปเลี้ยงต่างก็คอยสอดส่องสายตาจับจ้องวัวทุกตัวที่มาเลี้ยงด้วยกัน คุณยายทั้งหลายมีอาวุธประจำตัวคือเสียมคนละหนึ่งด้าม ตั้งหน้าตั้งตาขุดตามขอบของคันนาเพื่อหาเจ้าสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีก้นขอด มันคือหอยขมและหอนนานั่นเอง ส่วนบุญก็จะถือไม้ไผ่ลำเล็กเรียวเท่านิ้วมือ ตรงปลายสุดของไม้ก็จะเป็นเชือกผูกบ่วง ออกตามล่าทายาทของไดโนเสาร์มีผู้ติดตามคือหมาอีก่าน
                “หมานบ่บักบุญ” พ่อใหญ่คำร้องถามจากที่ยืนอยู่บนคันนาที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
                “พึ่งได้สองโต” บุญตอบไปพร้อมกับยกถุงดางที่มีกิ้งก่าคอสีแดงตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กกระโดดหยอย ๆ อยู่
                ตกเที่ยงหลังที่วัวลงกินน้ำในสระใหญ่กลางนาของพ่อใหญ่คำเกิ่ง แล้วก็ออกเที่ยวเลาะกินลูกข้าวในทุ่งกว้างอย่างอิสระ
                “เฮากินข้าวเซามีแฮงเถียงบักคำเกิ่งเนาะสู กูหิวแล้ว” พ่อใหญ่จารย์หนูพูดชักชวนให้ทุกคนขึ้นเถียงนาเพื่อกินข้าวเที่ยง ยายทองคำ ยายจ่อย และยายบัวสายจึงเดินตามพ่อใหญ่ขึ้นไปบนเถียง ทุกคนวางถุงพาย          ของตนเองลง แล้วก็คว้าเอาห่อข้าว พร้อมกับผักที่เก็บมาตามตีนโพนตังแต่ตอนเช้า ก็พอกินกับอาหารที่ห่อมาจากบ้าน เมื่อทุกตนพร้อมหน้าพร้อมตากันเรียบร้อยแล้ว ยายทองคำหยิบข้าวเอาปั้นข้าวเหนียวเล็ก ๆใส่แล้วใส่กับ วางลงตรงข้างเสาเถียงนาพร้อมกับกล่าวว่า
                “ปู่เอ้ย ลูกหลานมาเลี้ยงงัวกะให้ ปู่รักสมรักษาแนเด้อ” ยายทองคำกล่าวกับต้นเสา
                “บักคำไปใสมันคือบ่มากินข้าวนำหมู่เฮา” พ่อใหญ่จารย์ถามพร้อมกับก้มส่องลอดชายคาเถียงนาหาพ่อใหญ่คำ
                “มาเลี้ยงงัวนำกันจนสิตายหนีจากกันแล้วยังบ่ฮู้จักนิสัยกันติ” ยายทองคำพูดสวนพ่อใหญ่จารย์ขึ้นอย่างทันควัน เพราะตั้งแต่ที่พ่อใหญ่คำมาเลี้ยงวัวที่ทุ่งนาทมขามเฒ่า พ่อใหญ่คำไม่เคยมาร่วมวงกินข้าวกับคนอื่น ๆ เลย บางคนก็ว่าเป็นเพราะแกเรียนมนต์ จึงไม่กินข้าวร่วมกับคนอื่นเพราะกลัวผิดครูแล้วเป็นปอบ
                หลังจากเสร็จจากมื้อกลางวันจบลงทุกคนก็ได้ถามไถ่เรื่องข้าวเรื่องน้ำว่าได้เต็มเม็ดเต็มหมากหรือไม่ พอเสร็จจากการนอนเหยียดเอวเหยียดขา
                “กินข้าวแล้วกะยังอันหนึ่งแดง ๆ”ยายทองคำไม่ลืมที่จะคว้าเอาห่อหมากที่ติดตัวไปทุกที่ทุกเวลาออกมาจัดการทาปูนขาวลงบนใบพลูพันเป็นม้วนแล้วหนีบใส่ไว้ที่ง่ามนิ้วมือ แล้วหยิบแก่นคูนที่สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่งเข้าปากพร้อมกับหมาก ที่ตากแห้งหรือเรียกว่าหมากอีแปะต่อด้วยใบพลูที่หนีบไว้ในง่ามมือและใช้เส้นยาสูบที่ปลูกเองสีกับฟันถูไปมาแล้วยัดไว้ตรงไรฟันทำให้ปากของหญิงชรานูนขึ้นข้างหนึ่งจบด้วยการทาสีผึ้งที่หุงใสต้นอ้มทำให้กล่นนั้นหอมฟุ้งเวลาเปิดตลับออกมาทีไร

                “ข้าวน้ำคือสิหมานกันสุคนอยู่เนาะปีนี้” พ่อใหญ่จารย์หนูถามขึ้นแบบรวม ๆ
                “กะพอได้กินได้ทานนำเพิ่นหนิหละพ่อใหญ่” ยายบัวสายตอบพร้อมกับยิ้มด้วยความสุข
                 เสียงคุยกันก็เงียบลงแต่ถูกแทนที่ด้วยเสียงกรนของพ่อใหญ่จารย์หนู ทุกคนต่างพากันหลับลงไปภายใต้สายลมที่โชยพัดมาเย็นสบายโดยมีบุญทำการสอดส่องดูฝูงวัว ส่วนพ่อใหญ่คำก็ไม่รู้หายไปไหน
                จากแสงตะวันในรุ่งสางกลับกลายเป็นตะวันแห่งยามสนธยา ฝูงวัวที่ออกหากินทั่วทุ่งก็หันหน้ากลับเพื่อที่จะพากลับเข้าคอก วัวอีแดงได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำฝูงกลับมา วันแรกถึงจะไม่ค่อยมีเรื่องสนุก ๆ ให้บุญได้เล่นได้สนุก แต่มันก็เป็นอีกหนึ่งมีที่แสนจะมีความสุขที่ทุกคนได้มาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง






                                                                                                                                             เซียง บุญ...







ความคิดเห็น