นวนิยาย โลกโคจรรอบตัววัว(ตอนที่๕)
ตอนที่ ๕ ปิ้งเอี่ยน
แดดแรงจ้าแผดเผาตอฟางดัง ต๊อบ แต๊บ เมื่อมองออกไปที่กลางทุ่งกว้างเห็นอายร้อนของแดดเป็นคลื่นระยิบระยับ
ทุ่งนาบางที่ก็ถูกเผาไหม้จากไฟของเจ้าของนา
เหลือเพียงแค่ตอซังของต้นข้าวที่เป็นเถ้าถ่านสีดำทั่วทั้งทุ่ง หญ้าเริ่มหากินได้ยากขึ้นทำให้วัวต้องข้ามทุ่งนาทมบักขามเฒ่าเพื่อที่จะไปกินหญ้าบึงหนองบักกอมกับฝูงควายของสามหมู่บ้าน
ถึงจะเป็นความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายจากควายฝูงวัวก็ต้องจำทนเพราะมันคือที่สุดท้ายที่เหลือรอดจากมวลเพลิง
“ฟ้าฝนชลธารปีนี้คือเป็นแนวนี้น้อ”
พ่อใหญ่จารย์หนูกล่าวอย่างสิ้นหวังขณะที่แหงนมองดูฟ้าที่ไร้วี่แววของเงาฝน
“เดือนสามดอกไม้บี่ เดือนสี่ดอกไม้บาน ฟ้าฝชลธารกะบ่ฮำหยาดย้อย ได้แต่นอนสะแคงค่อยเบิ่งลมแลงแก่งหาง” ยายทองคำพูดอย่างมีสำบัดสำนวน
ทุกคนเดินตามหลังฝูงวัวที่มุงหน้าไปยังบึงหนองแวง ยายจ่อยกับยายบัวสายแบกลำไม้ไผ่คนละลำที่ปลายสุดผูกตระกร้าไม้ไผ่สายตาสอดสิองมองหารังมดแดงตามยอดไม้เพื่อนำมาเป็นมื้อเที่ยงโดยมียายทองคำถือถังน้ำเดินตามกัน
“บักบุญมานี่กูสิพาไปหาเอี่ยนมาปิ้งสวย” พ่อใหญ่จารย์หนูชวนเด็กน้อยพร้อมกับเดินมุ่งหน้าไปที่บึงหนองแวงกับฝูงวัว
“งัวเฮาคือแงงแถะพ่อใหญ่ มันคือบ่พากันกินหญ้าเลยมื่อหนิ” เด็กชายเอ่ยถามพร้อมกับเดินตามหลังชายชราไปติด ๆ
“ให้มันไปโลด ฟ้าคุ้มหัวมันอยู่ดอก” พ่อใหญ่จารย์หนูบอกเด็กน้อยเชิงว่าวัวไปไหนได้ไม่ไกลหรอก
พอถึงริมบึงที่กำลังแห้งขอดพ่อใหญ่จารย์หนูใช้มือคว้านหารูของสัตว์ที่คล้ายงูแต่ไม่มีเกร็ด พอเจอรูของสัตว์ที่ว่ากูหย่อนเบ็ดเสียบกับหอยเชอรี่ลงไปในรูแล้วผูกด้ายสายเบ็ดกับไม้ที่วางขวางรูไว้ ทั้งสองต่างพากันค้นหารูของสัตว์ลำตัวยาวที่เรียกว่าปลาอย่างตั้งใจ ไม่นานนักเมื่อย้อนกลับมายังรูที่หย่อนเบ็ดไว้ก็เห็นสายเบ็ดนั้นตรึงแน่นราวกับว่ามีตัวอะไรสักอย่างดึงอยู่ใต้โคลน
บุญค่อย ๆสาวด้ายขึ้นมาช้า ๆ เพราะกลัวเจ้าปลาตัวยาวนั้นหลุดไป เมื่อบุญสาวเส้นด้ายขึ้นมาเกือบสุดก็ต้องตะลึงงัน มันคือปลาไหลตัวขนาดเท่าสองนิ้วมือของผู้ใหญ่
“พ่อใหญ่ มาดึงให้แนข่อยย่านมันหลุด” ชายชรารีบก้าวท้าวสาวขาฉับ ๆ มาหาเด็กน้อย
“มึงอย่าฟ้าวตีงคีงเด้อ” ชายแก่บอกให้บุญอย่าขยับสายเบ็ด เพราะกลัวว่าเจ้าปลาไหลนั้นจะดิ้นหลุดหนีไปได้
พ่อใหญ่จารย์หนูใช้มือขุดโคลนลงไปจนเห็นลำตัวแล้วบอกให้บุญดึงขึ้นแล้วรีบวิ่งขึ้นไปจากขอบบึง บุญรีบดึงแล้ววิ่งขึ้นไปยังชานบึงที่แห้งแตก เจ้าปลาไหลตัวเขื่องเลื้อยส่ายหัวไปมา บุญตื่นเต้นและดีใจมากที่สามารถจับเจ้าปลายาวนี้ได้สำเร็จ
มื้อเที่ยงของวันเกิดขึ้นที่เถียงนาของยายคำมีโดยอาหารคือปิ้งปลาไหลที่มีกลิ่นหอมกลุ่นชวนให้น้ำลายไหลสอกับก้อยไข่มดดงฝีมือของยายบัวสาย
“งัวเฮาไปใสหละ” ยายทองคำเอ่ยถามขึ้นกลางวงล้อมมื้อเที่ยงแสนอร่อย
“สงสัยมันลงกินน้ำในบึง”ยายจ่อยพูดพลางส่งข้าวเข้าปากเคี้ยวหนุบ ๆ
“กินข้าวแล้วเฮาจั่งนำลงไปเบิ่ง” ยายบัวสายเอ่ยขึ้น
“ฟ้าคอบหัวมันอยู่ดอก” พ่อใหญ่จารย์หนูพูดเหมือนตอนบอกกับบุญ
สิ้นสุดมื้อเที่ยงยายทองคำรีบสาวหมากเข้าปากไว้ก่อนอย่างอื่น ทุกคนรีบเดินออกจากเถียงนายายคำมีตรงลงไปยังบึงเพื่อไปดูวัว แต่ปรากฏว่าไม่มีแม้แต่ควายตัวเดียว
“ไปทางใด๋น้อบาดหนิ” พ่อใหญ่จารย์พูดขึ้นหลังจากเห็นความว่างเปล่าในบึง
ทุกคนยืนหน้าเสียได้แต่มองดูหน้ากัน พ่อใหญ่คำเดินมาถึงพอดีหลังจากที่ไปแอบหลับตามเถียงนาอย่างที่เคยทำ
“ใสหละงัว” พ่อใหญ่คำเอ่ยถาม
“งัวเสีย” บุญตอบ
“ไผเห็นงัวตอนล่าสุดมันไปทางใด๋” พ่อใหญ่จารย์หนูถามสมาชิกชาววัว
“ตอนหมู่ข่อยแหย่มดแดงเห็นมันกินหญ้าอยู่ในหนองแวงหนิหละแต่งัวเฒ่าคำตั้งหน้าไปทางสิขึ้นโคกดงน้อยหัวนาพ่อใหญ่สา” ยายจ่อยเล่าพร้อมกับชี้มือไปทางป่าทามที่ห่างทิศตะวันตกซึ่งเป็นนาของพ่อใหญ่สาชาวบ้านห้วยหินที่อยู่ถัดจากบ้านวังทามที่คั่นกลางระหว่างนาทมบักขามเฒ่า บึงหนองแวง โคกดงน้อย ทุ่งโนนชาติและป่าทามติดกับแม่น้ำสงครามแล้วค่อยเป็นบ้านห้วยหิน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่โจรชอบขโมยเอาวัวควายของชาวบ้านอยู่บ่อย ๆ
“บ่แม่นเขาไล่ไปขึ้นรถเบิดหละเบาะน้อปานหนิ” ยายทองคำเอ่ยขึ้นพร้อมกับบ้วนน้ำหมากลงพื้นดิน
“ไป๊ กูสิพาไปนำงัวสูอย่าลีลา” พ่อใหญ่จารย์หนูผู้เป็นปราชญ์แห่งวัวขนานแท้ พูดขึ้นพลางเดินไปตามทิศทางที่ยายจ่อยบอก
“มันไปทางนี้หละ ฮอยมันไปทางนี้ ฮอยกัดใบมันยังใหม่ ๆ อยู่” ปราชญ์วัวผู้มีประสบการณ์มากว่าหลายสิบปีบอกให้ผู้ติดตามทราบทิศทาง
ตะวันเริ่มคล้อย แดดอ่อนแสงแรงลงตรงยอดไม้ ผู้เฒ่าทั้งห้าคนกับเด็ดชายบุญตามรอยเท้าของวัวมาถึงทุ่งโนนชาติ
“ฮอดนาเฒ่าสุดตาจอดขอกินน้ำสร้างเย็น ๆ ก่อนเนาะสู” พ่อใหญ่จารย์หนูกล่าวชวน
“พอดีถามลาวนำเผื่อลาวเห็นงัวซุมฮา” ยายบัวสายบอกอย่างมีความหวัง
พลบค่ำตะวันรอนจวนจะตกถึงพื้นดิน
แม่สอดส่องมองหาลูกชายแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา จึงออกไปถามหากับตาเถิงที่อยู่นา
ตาเถิงจึงบอกแม่ให้กลับไปเรียกพ่อและให้ไปบอกบ้านของทุกคนที่ไปเลี้ยงวัวด้วยกันว่าให้ออกมารวมกันที่นาเพื่อจะได้ออกตามหาทั้งคนทั้งวัวที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา เมื่อแม่กลบเข้าไปในหมู่บ้านไม่นานนัก พ่อ พ่อใหญ่สถิต พ่อสมลูกชายของยายจ่อย มหาเคนลูกของยายบัวสาย
อ้ายทิดนงหลายพ่อใหญ่จารย์หนูและทิดคำผายลุกชายคนเล็กของพ่อใหญ่คำ
ทุกคนสะพายปืนแก๊ปพร้อมกับหัวโคมไฟหม้อแบตเตอรี่ครอบศรีษะครบทุกคน“เดือนสามดอกไม้บี่ เดือนสี่ดอกไม้บาน ฟ้าฝชลธารกะบ่ฮำหยาดย้อย ได้แต่นอนสะแคงค่อยเบิ่งลมแลงแก่งหาง” ยายทองคำพูดอย่างมีสำบัดสำนวน
ทุกคนเดินตามหลังฝูงวัวที่มุงหน้าไปยังบึงหนองแวง ยายจ่อยกับยายบัวสายแบกลำไม้ไผ่คนละลำที่ปลายสุดผูกตระกร้าไม้ไผ่สายตาสอดสิองมองหารังมดแดงตามยอดไม้เพื่อนำมาเป็นมื้อเที่ยงโดยมียายทองคำถือถังน้ำเดินตามกัน
“บักบุญมานี่กูสิพาไปหาเอี่ยนมาปิ้งสวย” พ่อใหญ่จารย์หนูชวนเด็กน้อยพร้อมกับเดินมุ่งหน้าไปที่บึงหนองแวงกับฝูงวัว
“งัวเฮาคือแงงแถะพ่อใหญ่ มันคือบ่พากันกินหญ้าเลยมื่อหนิ” เด็กชายเอ่ยถามพร้อมกับเดินตามหลังชายชราไปติด ๆ
“ให้มันไปโลด ฟ้าคุ้มหัวมันอยู่ดอก” พ่อใหญ่จารย์หนูบอกเด็กน้อยเชิงว่าวัวไปไหนได้ไม่ไกลหรอก
พอถึงริมบึงที่กำลังแห้งขอดพ่อใหญ่จารย์หนูใช้มือคว้านหารูของสัตว์ที่คล้ายงูแต่ไม่มีเกร็ด พอเจอรูของสัตว์ที่ว่ากูหย่อนเบ็ดเสียบกับหอยเชอรี่ลงไปในรูแล้วผูกด้ายสายเบ็ดกับไม้ที่วางขวางรูไว้ ทั้งสองต่างพากันค้นหารูของสัตว์ลำตัวยาวที่เรียกว่าปลาอย่างตั้งใจ ไม่นานนักเมื่อย้อนกลับมายังรูที่หย่อนเบ็ดไว้ก็เห็นสายเบ็ดนั้นตรึงแน่นราวกับว่ามีตัวอะไรสักอย่างดึงอยู่ใต้โคลน
บุญค่อย ๆสาวด้ายขึ้นมาช้า ๆ เพราะกลัวเจ้าปลาตัวยาวนั้นหลุดไป เมื่อบุญสาวเส้นด้ายขึ้นมาเกือบสุดก็ต้องตะลึงงัน มันคือปลาไหลตัวขนาดเท่าสองนิ้วมือของผู้ใหญ่
“พ่อใหญ่ มาดึงให้แนข่อยย่านมันหลุด” ชายชรารีบก้าวท้าวสาวขาฉับ ๆ มาหาเด็กน้อย
“มึงอย่าฟ้าวตีงคีงเด้อ” ชายแก่บอกให้บุญอย่าขยับสายเบ็ด เพราะกลัวว่าเจ้าปลาไหลนั้นจะดิ้นหลุดหนีไปได้
พ่อใหญ่จารย์หนูใช้มือขุดโคลนลงไปจนเห็นลำตัวแล้วบอกให้บุญดึงขึ้นแล้วรีบวิ่งขึ้นไปจากขอบบึง บุญรีบดึงแล้ววิ่งขึ้นไปยังชานบึงที่แห้งแตก เจ้าปลาไหลตัวเขื่องเลื้อยส่ายหัวไปมา บุญตื่นเต้นและดีใจมากที่สามารถจับเจ้าปลายาวนี้ได้สำเร็จ
มื้อเที่ยงของวันเกิดขึ้นที่เถียงนาของยายคำมีโดยอาหารคือปิ้งปลาไหลที่มีกลิ่นหอมกลุ่นชวนให้น้ำลายไหลสอกับก้อยไข่มดดงฝีมือของยายบัวสาย
“งัวเฮาไปใสหละ” ยายทองคำเอ่ยถามขึ้นกลางวงล้อมมื้อเที่ยงแสนอร่อย
“สงสัยมันลงกินน้ำในบึง”ยายจ่อยพูดพลางส่งข้าวเข้าปากเคี้ยวหนุบ ๆ
“กินข้าวแล้วเฮาจั่งนำลงไปเบิ่ง” ยายบัวสายเอ่ยขึ้น
“ฟ้าคอบหัวมันอยู่ดอก” พ่อใหญ่จารย์หนูพูดเหมือนตอนบอกกับบุญ
สิ้นสุดมื้อเที่ยงยายทองคำรีบสาวหมากเข้าปากไว้ก่อนอย่างอื่น ทุกคนรีบเดินออกจากเถียงนายายคำมีตรงลงไปยังบึงเพื่อไปดูวัว แต่ปรากฏว่าไม่มีแม้แต่ควายตัวเดียว
“ไปทางใด๋น้อบาดหนิ” พ่อใหญ่จารย์พูดขึ้นหลังจากเห็นความว่างเปล่าในบึง
ทุกคนยืนหน้าเสียได้แต่มองดูหน้ากัน พ่อใหญ่คำเดินมาถึงพอดีหลังจากที่ไปแอบหลับตามเถียงนาอย่างที่เคยทำ
“ใสหละงัว” พ่อใหญ่คำเอ่ยถาม
“งัวเสีย” บุญตอบ
“ไผเห็นงัวตอนล่าสุดมันไปทางใด๋” พ่อใหญ่จารย์หนูถามสมาชิกชาววัว
“ตอนหมู่ข่อยแหย่มดแดงเห็นมันกินหญ้าอยู่ในหนองแวงหนิหละแต่งัวเฒ่าคำตั้งหน้าไปทางสิขึ้นโคกดงน้อยหัวนาพ่อใหญ่สา” ยายจ่อยเล่าพร้อมกับชี้มือไปทางป่าทามที่ห่างทิศตะวันตกซึ่งเป็นนาของพ่อใหญ่สาชาวบ้านห้วยหินที่อยู่ถัดจากบ้านวังทามที่คั่นกลางระหว่างนาทมบักขามเฒ่า บึงหนองแวง โคกดงน้อย ทุ่งโนนชาติและป่าทามติดกับแม่น้ำสงครามแล้วค่อยเป็นบ้านห้วยหิน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่โจรชอบขโมยเอาวัวควายของชาวบ้านอยู่บ่อย ๆ
“บ่แม่นเขาไล่ไปขึ้นรถเบิดหละเบาะน้อปานหนิ” ยายทองคำเอ่ยขึ้นพร้อมกับบ้วนน้ำหมากลงพื้นดิน
“ไป๊ กูสิพาไปนำงัวสูอย่าลีลา” พ่อใหญ่จารย์หนูผู้เป็นปราชญ์แห่งวัวขนานแท้ พูดขึ้นพลางเดินไปตามทิศทางที่ยายจ่อยบอก
“มันไปทางนี้หละ ฮอยมันไปทางนี้ ฮอยกัดใบมันยังใหม่ ๆ อยู่” ปราชญ์วัวผู้มีประสบการณ์มากว่าหลายสิบปีบอกให้ผู้ติดตามทราบทิศทาง
ตะวันเริ่มคล้อย แดดอ่อนแสงแรงลงตรงยอดไม้ ผู้เฒ่าทั้งห้าคนกับเด็ดชายบุญตามรอยเท้าของวัวมาถึงทุ่งโนนชาติ
“ฮอดนาเฒ่าสุดตาจอดขอกินน้ำสร้างเย็น ๆ ก่อนเนาะสู” พ่อใหญ่จารย์หนูกล่าวชวน
“พอดีถามลาวนำเผื่อลาวเห็นงัวซุมฮา” ยายบัวสายบอกอย่างมีความหวัง
“ไป๊ กูสิพาไปนำหาซุมนั้น ค่ำมืดตืดตาบ่จักพากันมา” ตาเถิงกล่าวพลางเดินนำขบวนมุ่งหน้าไปยังบ้านห้วยหิน ตาเถิงทราบข่าวก่อนหน้าที่แม่จะออกมาบอกจากคณะเลี้ยงควายที่ไล่ผ่านว่าพ่อใหญ่หนูสั่งความมาบอกว่าจะไปตามวัวที่บ้านห้วยหิน
ไร้แสงตะวันส่องท้องฟ้าทุกคนหยุดพักที่เถียงนาพ่อใหญ่สุดตาชายชราวัยจวนจะแปดสิบแต่แข็งแรงกว่าคนอายุห้าสิบที่นอนนาเลี้ยงไก่ไม่มีหน้าแล้งหน้าฝน จะเข้าไปในหมู่บ้านห้วยหินเพื่อไปจำศีลเฉพาะวันพระเท่านั้น
“สูพากันไปจั่งใด๋มาจั่งใด๋ค่ำมืดตืดตาแล้ว” ชายชราเอ่ยถาม
“โอ้ยงัวหมู่ข่อยเสีย จั่งว่าพากันนำฮอยมา” พ่อใหญ่คำตอบ
“เห็นกายมาทางนี้บ่พ่อใหญ่” ยายทองบ้วนน้ำหมากสีแดงลงพื้นก่อนส่งคำถามหาร่องรอยของฝูงวัว
“เอออ กินน้ำกินท่าสะก่อน” พ่อใหญ่สุดตาตอบด้วยความใจเย็น
“มันพากันนำก้นกันล่าย ๆกายไปนี่หละแต่บ่ายสาม ตอนห้าโมงแลงกูลงไปยามจั่นมันพากันยืนซาบลาบยุกลางโนนทามทางทิศใต้พุ้นเด้อ” พ่อใหญ่สุดตาเล่าเหตุการณ์พลางชี้นิ้วบอกทิศทางที่วัวอยู่
“ขอบคุณหลาย ๆ เด้อเฒ่าสุด บุญคุณนี้หมู่ข่อยสิบ่ลืมเจ้า” พ่อใหญ่จารย์หนูแสดงความซาบซึ้งในนำใจของชายแก่ผู้มีศีลธรรม
“บ่เป็นหยังดอก คนฮู้จักเห็นกันมาแต่เป็นเด็กน้อย ไป๊ฟ้าวพากันไปไล่เอางัวคืนเมือหลูโตนบักหำน้อยมันสิเดิก บ่แม่นพ่อแม่มันนำหาตาเป็นว้อหละติ” พ่อใหญ่สุดหยิบหัวโคมไฟแบตเตอรี่เดินนำทางพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เอ็นดูเด็กชายบุญ
ห่างจากเถียงนาพ่อใหญ่สุดตาลงไปทางทิศใต้มีทางเล็ก ๆ ลอดผ่านเข้าไปในป่าไผ่ที่ปกคลุมมืดครึมพ่อใหญ่สุดตาเป็นคนส่องไฟนำทางให้ผู้เจ้าของวัว พอถึงเกาะที่พ่อใหญ่สุดตาบอกแสงไฟก็กระทบกับดวงตาเปร่งแสงสีเขียวกว่าร้อยดวง
“นั่นเดะงัวเฮา” เด็กชายทักท้วงขึ้นด้วยความดีใจ
ทุกคนไล่วัวออกมาจากป่าทามกลับคืนไปทางเดิมที่ผ่านมาพร้อมกล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนที่จะแยกย้ายไล่วัวกลับเข้าหมู่บ้าน พ่อใหญ่จารย์หนูจูงวัวอีแดงของบุญออกนำหน้าขบวน บุญ ยายจ่อย ยายบัวสาย แม่ใหญ่ทองคำ พ่อใหญ่คำ เดินคัดท้ายทางด้านหลัง
ถึงบึงหนองแวง แสงไปเจ็ดดวงก็ปรากฏต่อหน้าขบวนฝูงวัว
เซียง บุญ...

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น